Private Label Dietary Supplements

Private Label Dietary Supplements

เริ่มต้นสร้างแบรนด์ได้ง่ายและรวดเร็ว

Private Label Dietary Supplements

เหมาะสำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการเริ่มต้นธุรกิจผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร โดยไม่จำเป็นต้องใช้เวลาและงบประมาณในการพัฒนาสูตรใหม่ตั้งแต่ต้น

ลูกค้าสามารถเลือกจากสูตรมาตรฐานที่บริษัทได้เตรียมไว้ แล้วนำไปจำหน่ายภายใต้ชื่อแบรนด์ โลโก้ ฉลาก และบรรจุภัณฑ์ของตนเอง ช่วยลดขั้นตอนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ลดความเสี่ยงในการเริ่มต้น และทำให้สามารถนำสินค้าเข้าสู่ตลาดได้รวดเร็วกว่าการผลิตแบบ OEM หรือ ODM

Private Label เหมาะกับใคร

บริการนี้เหมาะสำหรับ

  • ผู้ที่ต้องการเริ่มต้นสร้างแบรนด์อาหารเสริมเป็นครั้งแรก
  • ร้านค้าออนไลน์และผู้ขายผ่าน TikTok, Shopee, Lazada หรือ Facebook
  • อินฟลูเอนเซอร์และผู้มีฐานลูกค้าของตนเอง
  • คลินิก ร้านขายยา ฟิตเนส และธุรกิจสุขภาพ
  • บริษัทที่ต้องการเพิ่มผลิตภัณฑ์ใหม่เข้าสู่พอร์ตอย่างรวดเร็ว
  • ผู้ประกอบการที่ต้องการทดลองตลาดก่อนลงทุนพัฒนาสูตรเฉพาะ
  • ผู้จัดจำหน่ายที่ต้องการสร้าง House Brand ของตนเอง

จุดเด่นของบริการ Private Label Dietary Supplements

1. ใช้เงินลงทุนเริ่มต้นน้อยกว่า

ลูกค้าไม่จำเป็นต้องรับภาระค่าใช้จ่ายในการวิจัยและพัฒนาสูตรใหม่ทั้งหมด จึงเหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นหรือผู้ที่ต้องการทดลองตลาดก่อนลงทุนในโครงการขนาดใหญ่

2. จำนวนสั่งผลิตขั้นต่ำเข้าถึงง่าย

สามารถเริ่มต้นด้วยจำนวนการผลิตที่เหมาะสมกับงบประมาณและช่องทางจำหน่ายของลูกค้า โดยจำนวนสั่งผลิตขั้นต่ำจะขึ้นอยู่กับชนิดผลิตภัณฑ์ สูตร บรรจุภัณฑ์ และรูปแบบการผลิต

3. มีสูตรมาตรฐานพร้อมพิจารณา

ลูกค้าสามารถเลือกจากผลิตภัณฑ์ในกลุ่มวิตามิน แร่ธาตุ กรดอะมิโน และสารสกัดต่าง ๆ ที่บริษัทได้พัฒนาไว้ ช่วยลดระยะเวลาในการเลือกวัตถุดิบและกำหนดสัดส่วนส่วนประกอบ

4. สร้างแบรนด์ของตนเองได้

แม้จะใช้สูตรมาตรฐาน ลูกค้ายังสามารถกำหนดองค์ประกอบของแบรนด์ได้ เช่น

  • ชื่อผลิตภัณฑ์
  • ชื่อแบรนด์
  • โลโก้
  • รูปแบบฉลาก
  • สีและภาพลักษณ์ของบรรจุภัณฑ์
  • จำนวนแคปซูลหรือเม็ดต่อขวด
  • การบรรจุแบบขวดหรือแผงบลิสเตอร์

ทั้งนี้ รายละเอียดบนฉลากและข้อความโฆษณาต้องเป็นไปตามข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง

5. ลดระยะเวลาในการออกสินค้า

เนื่องจากไม่ต้องเริ่มพัฒนาสูตรใหม่ทั้งหมด กระบวนการผลิตจึงสามารถดำเนินการได้รวดเร็วกว่า OEM และ ODM โดยทั่วไป ผลิตภัณฑ์อาจพร้อมดำเนินการผลิตภายในประมาณ 2–4 สัปดาห์ ในกรณีที่

  • ลูกค้าเลือกสูตรมาตรฐานที่มีความพร้อม
  • วัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์มีพร้อม
  • แบบฉลากได้รับการอนุมัติแล้ว
  • เอกสารและข้อกำหนดด้านการขึ้นทะเบียนครบถ้วน
  • ไม่มีการเปลี่ยนแปลงสูตรหรือบรรจุภัณฑ์เป็นกรณีพิเศษ

ระยะเวลาดำเนินการจริงอาจแตกต่างกันตามคิวการผลิต การจัดหาวัตถุดิบ บรรจุภัณฑ์ และขั้นตอนด้านกฎหมายของแต่ละผลิตภัณฑ์

ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ Private Label

บริษัทสามารถจัดเตรียมผลิตภัณฑ์มาตรฐานในรูปแบบแคปซูลและเม็ด เช่น

  • กลุ่มวิตามินและแร่ธาตุ
    Vitamin C, Vitamin B Complex, Vitamin D, Zinc, Magnesium, Calcium, Multivitamin and Mineral, Iron Supplement
  • กลุ่มสารต้านอนุมูลอิสระและบำรุงร่างกาย
    Coenzyme Q10, Astaxanthin, Lutein and Zeaxanthin, Alpha Lipoic Acid, Selenium
  • กลุ่มพลังงานและการออกกำลังกาย
    L-Carnitine, BCAA, Amino Acid Complex, Creatine Tablets, Electrolyte and Mineral Tablets
  • กลุ่มสมุนไพรและสารสกัด
    Turmeric Extract, Green Tea Extract, Grape Seed Extract, Garlic Extract, Ginseng Extract, Milk Thistle Extract
  • กลุ่มความงาม
    Collagen Support Formula, Glutathione Formula, Biotin, Zinc and Vitamin C, Hair, Skin and Nail Formula
  • กลุ่มการพักผ่อนและสุขภาพประจำวัน
    Magnesium Formula, L-Theanine, Glycine Formula, Daily Wellness Formula, Healthy Aging Formula
  • รายการผลิตภัณฑ์และส่วนประกอบที่สามารถผลิตได้จะขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของสูตร ปริมาณสารสำคัญ รูปแบบผลิตภัณฑ์ และข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง

ขั้นตอนการเริ่มต้น Private Label

ขั้นตอนที่ 1: เลือกกลุ่มผลิตภัณฑ์

ลูกค้าแจ้งกลุ่มเป้าหมายและประเภทสินค้าที่ต้องการ เช่น วิตามินเพื่อสุขภาพทั่วไป ผลิตภัณฑ์สำหรับผู้หญิง ผลิตภัณฑ์สำหรับผู้สูงอายุ หรือผลิตภัณฑ์สำหรับผู้ที่ออกกำลังกาย

ขั้นตอนที่ 2: เลือกสูตรมาตรฐาน

ทีมงานนำเสนอสูตรที่เหมาะกับกลุ่มลูกค้า งบประมาณ และตำแหน่งทางการตลาดของแบรนด์

ขั้นตอนที่ 3: เลือกรูปแบบผลิตภัณฑ์

ลูกค้าสามารถเลือกรูปแบบ เช่น แคปซูล, เม็ด, บรรจุขวด, บรรจุแผงบลิสเตอร์, จำนวนแคปซูลหรือเม็ดต่อหน่วยบรรจุ

ขั้นตอนที่ 4: ออกแบบแบรนด์และบรรจุภัณฑ์

กำหนดชื่อผลิตภัณฑ์ โลโก้ ฉลาก และภาพลักษณ์ให้สอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมาย

ขั้นตอนที่ 5: ตรวจสอบเอกสารและรายละเอียดผลิตภัณฑ์

ตรวจสอบสูตร ข้อมูลฉลาก วิธีรับประทาน คำเตือน และรายละเอียดที่จำเป็นก่อนเริ่มผลิต

ขั้นตอนที่ 6: ผลิต บรรจุ และส่งมอบ

เมื่อรายละเอียดทั้งหมดได้รับการยืนยัน บริษัทจะวางแผนการผลิต บรรจุ ตรวจสอบ และจัดส่งผลิตภัณฑ์ตามข้อตกลง

Private Label แตกต่างจาก OEM และ ODM อย่างไร

  • Private Label เหมาะกับผู้ที่ให้ความสำคัญกับความรวดเร็วและการลงทุนเริ่มต้นที่ไม่สูง โดยเลือกใช้สูตรมาตรฐานของบริษัทเป็นหลัก
  • ODM เหมาะกับลูกค้าที่ต้องการนำสูตรมาตรฐานมาปรับรายละเอียดบางส่วน เพื่อให้ผลิตภัณฑ์มีความแตกต่างมากขึ้น
  • OEM เหมาะกับลูกค้าที่ต้องการพัฒนาสูตรเฉพาะตามแนวคิด วัตถุดิบ ปริมาณสารสำคัญ และตำแหน่งทางการตลาดของตนเอง

เริ่มต้นแบรนด์แรกของคุณกับ GO INNOVATION

ไม่ว่าคุณจะยังไม่มีสูตร ไม่มีประสบการณ์ด้านผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร หรือยังไม่แน่ใจว่าควรเริ่มต้นด้วยผลิตภัณฑ์ประเภทใด ทีมงาน GO INNOVATION พร้อมช่วยคุณเลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับกลุ่มลูกค้า งบประมาณ และช่องทางการจำหน่าย